Finder is committed to editorial independence. While we receive compensation when you click links to partners, they do not influence our content.

ความมั่นคงทางการเงินของคนไทยเป็นแบบที่คุณคิดหรือไม่?

คนไทยกับบันได 5 ขั้นสู่ความมั่นคงทางการเงิน

แม้ในตอนนี้ตัวเพื่อนๆเองอาจจะยังมีงานทำ มีข้าวทานทุกมื้อ บางคนอาจจะมีรถ และพอมีเงินส่งเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ในครอบครัวให้ได้ แบบนี้ เรียกว่าสถานะการเงินของเพื่อนๆ มั่นคงหรือยังครับ?

พี่หมีมองว่า การที่เพื่อนๆยังมีเงินพอจ่ายค่าใช้จ่ายในช่วงที่ยังมีงานทำอยู่นั้น อาจเป็นเพียงภาพลวงตาเพราะเพื่อนๆสามารถอยู่รอดได้ด้วยการงานที่มั่นคงพอแล้ว แต่ถ้าหากเพื่อนๆลองตั้งคำถามกับตัวเองดูใหม่ว่า แล้วถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา อย่างเช่นในกรณีที่เพื่อนๆจะต้องออกจากงานหรือสูญเสียรายได้หลักขึ้นมากะทันหัน ในเหตุการณ์แบบนี้ เพื่อนๆจะสามารถอยู่รอดและจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆไปได้กี่เดือนกันแน่?

คนไทยรู้จักความมั่นคงทางการเงินดีแค่ไหน?

ด้วยคำถามตั้งต้นเช่นนี้ จึงทำให้ทางโกแบร์ได้จัดทำแบบสำรวจประจำปีที่มีชื่อว่า GoBear Financial Health Index หรือดัชนีชี้วัดสุขภาพทางการเงินของคนไทย เพื่อตรวจเช็คสถานะทางการเงินของคนไทยว่ายังดีอย่างที่เข้าใจอยู่จริงหรือไม่ โดยเราได้จัดทำแบบสำรวจจากคนไทยที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมากกว่า 1,000 คนเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2562

และจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า มีคนไทยเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน โดยคนไทยส่วนใหญ่ให้คะแนนความรู้สึกมั่นคงทางการเงินโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.7 เต็ม 10 คะแนน นั่นก็หมายถึงว่า คนไทยมองตัวเองว่ามีความมั่นคงทางการเงินดีแบบพอใช้ได้

แต่เมื่อถามต่อไปว่า หากเพื่อนๆต้องตกงานหรือสูญเสียรายได้ทันที คนไทยเกินกว่าครึ่ง หรือ 56 เปอร์เซ็นต์ กลับมีเงินในบัญชีออมทรัพย์ไว้ใช้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆไม่ถึง 6 เดือนด้วยซ้ำ

ทำให้เมื่อนำผลสำรวจเรื่องความรู้สึกมั่นคงทางการเงินมาเทียบกับความเป็นจริง ผลลัพธ์จึงดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง และการที่คนไทยไม่ได้รับรู้ถึงสถานะทางการเงินของตัวเองตามความเป็นจริงหรืออาจจะเข้าใจนิยามความมั่นคงทางการเงินผิดไปเช่นนี้ ทำให้คนไทยเกินครึ่งสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะอยู่ในสภาวะลำบากหากเกินเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือขาดรายได้ขึ้นมาจริงๆนะครับ

ผู้หญิงมีความมั่นคงทางการเงินได้ยากกว่า

โดยจากผลสำรวจของโกแบร์ เพศหญิงมีความเสี่ยงจะเจอปัญหาทางการเงินถ้าหากเกิดการสูญเสียรายได้จริงๆมากกว่าโดยคิดเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เพศชายจะอยู่ที่เพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่จึงแสดงถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างเพศได้อย่างดี ที่ส่งผลให้เพศหญิงมีความเสี่ยงและความไม่มั่นคงทางการเงินที่มากกว่า

นี่ก็เป็นเสียงสะท้อนกับความเป็นจริงที่ว่าในประเทศไทยยังคงมีความไม่เท่าเทียมทางเพศอยู่ โดย Work Economic Forum ได้เปิดเผยรายงานดัชนีช่องว่างทางเพศหรือที่เรียกว่า Global Gender Gap Index 2020(1) เพื่อติดตามสถานการณ์ความเท่าเทียมทางเพศทั่วโลก 153 ประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ โดยดัชนีจากทั่วโลกพบว่า ความเท่าเทียมทั่วโลก ณ ปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 68.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังมีช่องว่างความไม่เท่าเทียมอีกถึง 31.4 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องแก้ไข

โดยวิธีการให้คะแนนความเท่าเทียมของ Global Gender Gap Index 2020 จะอยู่ในช่วง 0-1 คะแนนซึ่งตัวเลข 1 จะหมายถึงการมีความเท่าเทียมทางเพศอย่างสมบูรณ์ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยทำคะแนนได้ 0.708 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 75 ของโลก ซึ่งร่วงลงมา 2 อันดับจากปีก่อนแม้ว่าจะมีระดับคะแนนที่ดีขึ้น 0.006 คะแนนก็ตาม

โดยผู้ที่ประเทศที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดก็อย่างเช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ทั้งไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน ที่มีคะแนนความเท่าเทียมทางเพศอยู่ในระดับ 0.8 คะแนนขึ้นไป ส่วนผู้ที่ตามหลังประเทศไทยก็อย่างเช่นประเทศจีน ได้คะแนนอยู่ที่ 0.676 ในอันดับ 106 และประเทศญี่ปุ่น ได้คะแนนอยู่ที่ 0.652 ในอันดับ 121

โดยหากมองไปที่หมวดหมู่การมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะได้คะแนนในหมวดนี้ 0.76 คะแนน เป็นอันดับที่ 22 ของโลกเลยทีเดียว โดยดูจากอัตราส่วนแรงงานทางเทคนิคและแรงงานทักษะที่ผู้หญิงมีมากกว่าอยู่ในสัดส่วน 57 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นอัตราความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือการได้ขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้หญิงมีอัตราความก้าวหน้าอยู่ที่ 33.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเข้าร่วมในตลาดแรงงาน ผู้หญิงเข้าทำงานเพียงแค่ 67.2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เพศชายเข้าทำงานมากถึง 82.4 เปอร์เซ็นต์

และนอกจากนี้ยังมีข้อมูลบางส่วนที่ทางประเทศไทยไม่ได้ส่งให้ อย่างเช่นเรื่องความเท่าเทียมเรื่องค่าจ้างผลตอบแทน เนื่องจากในประเทศไทยไม่ได้มี กฎหมายกำหนดให้บันทึกช่องว่างค่าจ้างแรงงานระหว่างเพศ(2) แต่อย่างใด ตรงนี้จึงเป็นช่องโหว่ให้ไม่มีการปรับปรุงความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจระหว่างชายและหญิงได้ดีเท่าที่ควร

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จึงสามารถมองเห็นได้เลยว่า ผู้หญิงไทยต้องเจอกับความไม่เท่าเทียมในด้านการทำงานและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ต่ำกว่า รวมถึงมีโอกาสในการตัดสินใจเข้าทำงานที่น้อยกว่า ทำให้ยิ่งส่งผลให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงในด้านการเงินมากขึ้นไปอีก ซึ่งในส่วนนี้พี่หมีโกแบร์ก็มองว่า ประเทศไทยยังคงต้องการความเข้าเท่าเทียมทางการเงินระหว่างเพศ เพื่อที่หากเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมา คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชายจะมีการเงินที่มั่นคงและปลอดภัยได้จริงๆครับ

มีความมั่นคงทางการเงิน ชีวิตก็ดีในทุกจังหวะ

เมื่อเพื่อนๆ รู้ข้อมูลแบบนี้แล้วว่า คนไทยส่วนมากไม่ได้มีความมั่นคงทางการเงินอย่างที่คิด พี่หมีก็อยากจะให้เพื่อนๆลองคิดตามถึงความสำคัญของการมีความมั่นคงทางการเงินดู ว่าในการใช้ชีวิตทุกขณะ การเงินถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการในชีวิต และทำให้ชีวิตของเพื่อนๆ นั้นดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นอิสระตามความต้องการของตนเอง เพราะเมื่อในวันใดวันหนึ่งที่เพื่อนๆจำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยหรือหยิบยืมเงินของคนอื่นมาใช้แม้ในเรื่องที่เล็กน้อยที่สุด อิสระตรงนั้นของเราก็จะหายไป อีกทั้งยังเกิดความกังวลต่างๆนานาขึ้นมาในชีวิต

นอกจากนี้ เพื่อนๆก็ไม่อาจมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจหรือวิกฤตทางการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวไปได้ เพราะถ้าหากลองนึกดูดีๆ ในช่วงชีวิตของคนยุคมิลเลนเนียลก็ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงมาแล้วถึง 2 ครั้ง นั่นก็คือวิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติ Subprime ช่วงปี 2008 ไม่นับรวมถึงวิกฤติทางการเมืองอีกนับไม่ถ้วน

และเพื่อนๆอาจกำลังต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งที่ 3 จากพิษของโรคระบาดโควิด-19 ที่กำลังจะมาถึงระลอกถัดไปนี้อย่างรุนแรง ใครที่มีเงินเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินตั้งแต่เนิ่นๆ หากตกงานหรือสูญเสียรายได้ ก็จะสามารถอยู่รอดและฟื้นตัวได้เร็วกว่า แต่ถ้าหากเพื่อนๆมีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคงพอก็จะอยู่รอดได้ลำบาก

บันได 5 ขั้นสู่ความมั่นคงทางการเงิน

ดังนั้น พี่หมีจึงอยากจะชวนให้เพื่อนๆทุกคนมาเริ่มพัฒนาความมั่นคงทางการเงินของตัวเองตั้งแต่วันนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยในวันนี้ พี่หมีได้นำเอาเคล็ดลับเพิ่มความมั่นคงทางการเงินมาฝากกัน ดังนี้ครับ:

  1. คำนวณ Net Worth และตั้งงบประมาณ

    Net Worth หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ คือมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดที่เพื่อนๆมี ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บอสังหาริมทรัพย์ หุ้นในกองทุนต่างๆ หรือแม้แต่ของสะสมส่วนตัว รวมถึงเงินสด ถ้าหากเพื่อนๆอยากรู้ว่าตัวเองมีสถานะทางการเงินเป็นแบบไหน ก็ให้ลองคำนวณสินทรัพย์เหล่านี้ออกมาก่อนว่ามีอยู่เท่าไหร่ เพื่อที่เพื่อนๆจะได้รู้ว่าควรตั้งเป้าหมายทางการเงินระยะสั้นและระยะยาวเป็นอย่างไร แล้วก็สร้างแผนจัดการงบประมาณของตัวเองขึ้นมาทั้งแบบรายเดือนและรายปี เพื่อดูว่าเพื่อนๆวางแผนจะหารายได้ให้ได้เท่าไหร่ จะใช้จ่ายแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ ใช้ไปกับอะไร และวางแผนจะเก็บเงินยังไง

  2. ใช้จ่ายแต่พอดี

    โดยหลายๆคนมักทำให้สุขภาพการเงินของตัวเองเสียแม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยการยิ่งใช้จ่ายมากไปกว่าเดิมเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อที่จะได้ตามทันเทรนด์และไลฟ์สไตล์ของคนรอบข้าง การใช้จ่ายแบบนี้จะยิ่งทำให้เพื่อนๆมีเงินเก็บที่น้อยลงในระยะยาว สิ่งที่เพื่อนๆทำได้ก็คือ การแยกให้ออกว่าเพื่อนๆใช้จ่ายไปกับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ หรือเป็นเพียงสิ่งที่เพื่อนๆแค่รู้สึกว่าของมันต้องมีนั่นเองครับ

  3. วางแผนเก็บเงินเผื่อฉุกเฉิน

    การวางแผนเก็บเงินฉุกเฉินถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของเพื่อนๆ เพื่อนำมาใช้จ่ายในค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน เช่น ค่าซ่อมรถหรือการเกิดอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล เงินเก็บเผื่อฉุกเฉินตรงนี้ยังเป็นประโยชน์ถ้าหากเพื่อนๆ เกิดสูญเสียรายได้ขึ้นมากะทันหัน โดยแม้ส่วนใหญ่จะแนะนำให้เพื่อนๆเก็บเงินเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ให้ได้เป็นจำนวน 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในแต่ละเดือน แต่เอาเข้าจริงแล้ว ในโลกที่ไม่แน่นอนแห่งนี้ก็มีเป็นความเป็นไปได้สูงที่เพื่อนๆ อาจจะต้องใช้เงินจำนวนมากกว่านั้น จึงดีกว่าถ้าหากเพื่อนๆ จะวางแผนเปิดบัญชีเพื่อเก็บเงินเผื่อฉุกเฉินให้ได้มากกว่า 6 เดือนขึ้นไปครับ

  4. วางแผนการลงทุน

    เมื่อเพื่อนๆมีความมั่นคงทางการเงินที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรทำก็คือ การทำให้สินทรัพย์ที่เพื่อนๆมีอยู่นั้นงอกเงยเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น เพื่อเข้ามาช่วยให้เพื่อนๆ สามารถไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสำหรับมือใหม่ อาจจะลองศึกษาและลองลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบความเสี่ยงต่ำไปก่อน เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม หรือตราสารหนี้ต่างๆ

  5. คอยติดตามและประเมินความมั่นคงทางการเงิน

    เพราะในการวางแผนทางการเงิน การที่รู้ว่าเพื่อนๆทำได้ดีแค่ไหนทั้งในการเก็บเงินและการลงทุน จะทำให้เพื่อนๆสามารถปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาวิธีการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ดีขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เพื่อนๆควรติดตามและประเมินผลก็อย่างเช่น การคอยคำนวณ Net Worth ของตัวเองในทุกปี รวมถึงการติดตามรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือนนั่นเองครับ

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว พี่หมีก็อยากให้เพื่อนๆ ลองสำรวจสถานะทางการเงินของตัวเองกันดูนะครับว่า เรามีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้ลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่วันนี้และพร้อมรับกับความไม่แน่นอนในอนาคตอันใกล้ พี่หมีโกแบร์ขอเป็นกำลังใจให้จากตรงนี้นะครับ และถ้าหากเพื่อนๆต้องการอ่านบทความดีๆเกี่ยวกับการเปิดบัญชีเงินฝากประจำ วางแผนการเงิน การลงทุน รวมถึงข้อมูลการทำประกันชีวิตก่อนซื้อประกันชีวิตเพิ่มเติมเพื่อเริ่มต้นสร้างความมั่นคงทางด้านการเงิน ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะครับ

(1) อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Global Gender Gap Index 2020 ได้ที่ http://www3.weforum.org/

(2) อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายกำหนดให้บันทึกช่องว่างค่าจ้างแรงงานระหว่างเพศในประเทศไทยได้ที่ https://www.bangkokpost.com/

More guides on Finder

Ask an Expert

You are about to post a question on finder.com:

  • Do not enter personal information (eg. surname, phone number, bank details) as your question will be made public
  • finder.com is a financial comparison and information service, not a bank or product provider
  • We cannot provide you with personal advice or recommendations
  • Your answer might already be waiting – check previous questions below to see if yours has already been asked

Finder.com provides guides and information on a range of products and services. Because our content is not financial advice, we suggest talking with a professional before you make any decision.

By submitting your comment or question, you agree to our Privacy Policy and Terms.

Questions and responses on finder.com are not provided, paid for or otherwise endorsed by any bank or brand. These banks and brands are not responsible for ensuring that comments are answered or accurate.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Go to site