Finder is committed to editorial independence. While we receive compensation when you click links to partners, they do not influence our content.

การวางแผนการเงินเพื่อตั้งรับช่วงเศรษฐกิจไม่ดี

การวางแผนการเงินช่วงเศรษฐกิจไม่ดี

ในช่วงเวลาปกติ ถ้าหากเพื่อนๆมีรายได้ประจำเข้ามาเรื่อยๆ หลายๆคนก็อาจจะไม่ได้เป็นกังวลมากนักไม่ว่าจะมีเงินเก็บเหลืออยู่มากน้อยเท่าไหร่ เพราะหากใช้เงินหมดเดือนนี้ เดี๋ยวเดือนหน้าก็ได้เงินมาใหม่ แต่ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีอย่างเช่นในวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้ ทุกคนรู้สึกยังไงกับสถานะทางการเงินของตัวเองกันบ้างครับ?

พี่หมีเชื่อเลยว่า หลายๆคนย่อมต้องเริ่มรู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินของตัวเองแล้วแน่นอน เพราะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เพื่อนๆจะขาดรายได้ จากการที่บริษัทอาจต้องปลดพนักงานออก หรือถ้าหากใครเป็นผู้ประกอบการก็อาจจะมีผลกำไรและยอดขายที่ลดลงจนอาจต้องลดขนาดกิจการ เราเริ่มจะเห็นเค้าพายุของเศรษฐกิจตกต่ำเริ่มก่อตัวและกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา

ในช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรแน่นอนเช่นนี้ เพื่อนๆปรับตัวยังไงกันบ้างครับ?

คนไทยเกือบครึ่งไม่มีการวางแผนทางการเงิน

เพื่อนๆทราบไหมว่า คนไทยเกือบครึ่งยังไม่มีการวางแผนการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งไม่มีนิสัยปรับตัวทางด้านการเงินถ้าหากต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือภาวะที่ขาดรายได้ และยังใช้จ่ายเท่าเดิมกันซะส่วนใหญ่

โดยคำกล่าวนี้ พี่หมีก็นำมาจากแบบสำรวจประจำปีที่มีชื่อว่า GoBear Financial Health Index หรือดัชนีชี้วัดสุขภาพทางการเงินของคนไทย ที่เข้ามาสำรวจแง่มุมและพฤติกรรมทางการเงินในด้านต่างๆจากคนไทยที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมากกว่า 1,000 คน

ที่หนึ่งในแง่มุมที่โกแบร์ได้ทำการสำรวจก็คือ พฤติกรรมการปรับตัวทางการเงินของคนไทย เมื่อตกอยู่ในภาวะลำบาก ว่าจะมีวิธีจัดการอย่างไรถ้าหากอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละเดือนได้ โดยจะแบ่งตามบุคลิกทางการเงิน 5 ประเภทที่พี่หมีเคยได้กล่าวไปในบทความที่แล้ว ดังนี้ครับ

พฤติกรรมการปรับตัวทางการเงินของคนไทยเมื่อตกอยู่ในภาวะลำบาก

1. การวางแผนการเงินของมือสมัครเล่นสุดชิล (Easygoing Amateurs)

ถ้าหากใครได้ลองทำแบบทดสอบบุคลิกภาพทางการเงินแล้วเราอยู่ในบุคลิกแบบ มือสมัครเล่นสุดชิล ก็ต้องระวังไว้ให้ดีในช่วงวิกฤตการเงินด้วยนะครับ เพราะมือสมัครเล่นสุดชิลมีหลากหลายพฤติกรรมที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงจะทำให้ฐานะทางการเงินของเพื่อนๆแย่ลงเข้าไปอีกในช่วงเวลาวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกดเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้จ่ายแทนการขาดรายได้เป็นว่าเล่น เป็นสัดส่วนมากถึง 27% ซึ่งเยอะที่สุดเมื่อเทียบกับบุคลิกอื่นๆ และกว่า 10% ก็จะไปหยิบยืมเงินจากผู้ให้กู้รายต่างๆ ซึ่งเมื่อเทียบกับบุคลิกอื่นๆก็เป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเช่นกัน

และนอกจากจะมีนิสัยไม่ยอมปรับตัวในช่วงวิกฤตโดยหยิบยืมเงินจากแหล่งต่างๆมาใช้จนเคยชินแล้ว เหล่ามือสมัครเล่นสุดชิลก็ยังไม่ยอมปรับนิสัยการใช้เงินให้ประหยัดอดออมมากยิ่งขึ้น โดยมีเพียง 57% ที่ยอมปรับตัว นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้สนใจจะหารายได้เสริมเพื่อสร้างความมั่นคงในยามวิกฤติ โดยมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ทำงานนอกเวลา

2. การวางแผนการเงินของคนมุ่งมั่นเดินตามเป้าหมาย (Aspiring Achievers)

แม้ว่า คนมุ่งมั่นเดินตามเป้าหมาย มักจะเป็นอีกหนึ่งบุคลิกของคนที่มีวินัยทางการเงิน แต่เมื่อคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงเศรษฐกิจขาลง กลับมีการปรับตัวที่ไม่สู้ดีนัก ด้วยความโชคร้ายที่ปัจจัยทางสังคมมันรวมไปถึงเรื่องฐานะทำให้มีต้นทุนความมั่นคงทางการเงินน้อยกว่าบุคลิกทางการเงินแบบอื่นๆ ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติ คนมุ่งมั่นเดินตามเป้าหมายก็ยังคงต้องหยิบยืมเงินจากที่ต่างๆมาใช้จ่ายไปก่อน

โดยคนมุ่งมั่นเดินตามเป้าหมาย แม้ว่าจะสามารถปรับตัวในช่วงวิกฤติโดยการพยายามลดค่าใช้จ่าย ซึ่งมีผู้ที่ทำได้มากถึง 68% แต่ด้วยรายได้หลักที่ไม่พอ รวมถึงอาจไม่มีลู่ทางการหารายได้เพิ่มเติม ทำให้แม้จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปแล้วก็ยังมีรายได้ไม่พอจ่ายส่วนที่เหลือ โดยมีเพียง 28% ของคนมุ่งมั่นเดินตามเป้าหมายเท่านั้นที่ทำงานพิเศษหรือทำงานล่วงเวลา โดยถือเป็นสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่คนกลุ่มนี้พลาดไปก็คงจะเป็นเรื่องของการขอเงินชดเชยจากสวัสดิการรัฐ โดยมีผู้ขอเงินชดเชยเพียง 3% เท่านั้น ทั้งที่คนกลุ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ควรจะต้องขอเงินจากรัฐมากที่สุดด้วยฐานรายได้ที่ไม่ได้สูงมากนัก

เมื่อรายได้ไม่พอจ่ายเช่นนี้ คนกลุ่มนี้จึงต้องหยิบยืมจากเพื่อนและครอบครัวอยู่ที่ 28% ใช้บัตรเครดิตเพื่อเบิกเงินสดที่ 23% และมีอัตราการผิดนัดค้างชำระสูงที่สุด อยู่ที่ 22% เลยทีเดียว

3. การวางแผนการเงินของคนโลกสวยจนลืมตัว (Oblivious Optimists)

โดยคนโลกสวยจนลืมตัว ถือว่าเป็นบุคลิกทางการเงินที่พบได้มากที่สุดของประเทศไทยเลยนะครับ และแม้จะเป็นบุคลิกที่น่าเป็นห่วงที่สุดในบรรดาบุคลิกทั้งการเงินทั้งหมด เพราะคนกลุ่มนี้ค่อนข้างคิดบวกกับชีวิตเอามากๆ แต่กลับใช้จ่ายไปตามอำเภอใจ

แต่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติก็กลับพบว่า คนกลุ่มนี้ก็ยังคงมีหนทางที่จะปรับตัวเพื่ออยู่รอด ท่ามกลางวิกฤติได้อย่างน่าประหลาดใจ โดยเราพบว่า คนกลุ่มนี้ยังคงมีนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นเดิม โดยมีเพียง 56% ที่ยอมปรับตัวและใช้จ่ายน้อยลง ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบุคลิกอื่นๆ รวมถึงยังคงกู้หนี้ยืมสินจากแหล่งต่างๆเหมือนเดิม โดยเบิกเงินสดจากเครดิตที่ 22% หยิบยืมจากเพื่อนและครอบครัวที่ 17% และจ่ายบิลช้า 19%

แม้เป็นเช่นนี้ คนโลกสวยจนลืมตัวก็ยังคงสามารถนำเงินเก็บออกมาใช้ได้มากถึง 51% ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ของคนทุกบุคลิกเลยละครับ ถือว่าเป็นพฤติกรรมม้ามืดที่ค่อนข้างน่าแปลกใจเลยทีเดียว

และนอกจากนี้ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ คนบุคลิกโลกสวยจนลืมตัวก็ยังสามารถหาช่องทางขอสวัสดิการจากรัฐได้มากถึง 14% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับบุคลิกอื่น และยังสามารถหาลู่ทางทำงานเสริมหรืองานล่วงเวลาได้มากถึง 42%

4. การวางแผนการเงินของคนมีเงินที่อยู่ในระเบียบ (Disciplined Silver Spooners)

คนที่มีบุคลิกแบบคนมีเงินที่อยู่ในระเบียบ ก็ถือว่าค่อนข้างโชคดีเอามากๆเลยนะครับ ที่แม้ว่าจะเกิดวิกฤติทางการเงินก็ไม่จำเป็นจะต้องปรับตัวมาก แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีวินัยในตัวเองและยังคงพยายามลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยคนกลุ่มนี้ทำได้มากถึง 67% อีกทั้งยังหาลู่ทางหารายได้เสริมหรืองานพิเศษมากถึง 41% แม้ไม่จำเป็นจะต้องทำเลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ คนมีเงินที่อยู่ในระเบียบ กว่า 51% ก็สามารถดึงเอาเงินเก็บฉุกเฉินที่มีไว้เอามาใช้ได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล และเป็นกลุ่มที่มีการหยิบยืมเงินอยู่ในอัตราน้อยที่สุดหากต้องเจอความยากลำบาก โดยหยิบยืมจากเพื่อนและครอบครัวเพียง 16% และจะกู้จากแหล่งต่างๆข้างนอกเพียงแค่ 3% เท่านั้น อีกทั้งคนกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่ชำระหนี้ตรงเวลา โดยมีเพียง 9% เท่านั้นที่จะผิดชำระหนี้ แต่อย่างไรก็ดี คนมีเงินที่อยู่ในระเบียบ ก็จะมีพฤติกรรมเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้มากถึง 22% ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรต้องระมัดระวังในการใช้งานให้ดีครับ

5. การวางแผนการเงินของผู้รู้ลึก รู้จริง (Disciplined Discerners)

สำหรับคนไทยที่มีสัดส่วน บุคลิกทางการเงินแบบผู้รู้ลึกรู้จริงอยู่แค่เพียง 12% ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้รู้ลึกรู้จริงจะเป็นคนกลุ่มแรกที่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว เพราะมีนิสัยที่สามารถปรับตัวทางการเงินได้ไวจากการวางแผนทางการเงินที่ดีตั้งแต่ต้น

โดยคนกลุ่มนี้ กว่า 80% จะใช้จ่ายประหยัดมากยิ่งขึ้น อันเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับบุคลิกอื่นๆ นอกจากนี้ ผู้รู้ลึก รู้จริง ก็ยังสามารถนำเงินเก็บฉุกเฉินที่มีอยู่มาใช้เป็นสัดส่วนมากที่สุดที่ 52% เท่านี้ยังไม่พอครับ พวกเขายังมุ่งมั่นและขนขวายหารายได้เพิ่มเติมทั้งการทำงานนอกเวลา และหางาน part-time ทำควบคู่ไปกับงานประจำด้วยเพื่อเสริมรายได้ในช่วงวิกฤติเป็นจำนวนมากถึง 44% ส่วนนิสัยการเบิกเงินสดด้วยบัตรเครดิตเอามาใช้ก็มีสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบุคคลิกอื่นๆโดยอยู่ที่ 17% เท่านั้น

ดังนั้นแล้ว ผู้รู้ลึก รู้จริง เมื่ออยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ยากลำบากก็สามารถจัดการได้เป็นอย่างดี เพราะวางแผนทางการเงินและเก็บเงินเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แถมยังสามารถปรับตัวเองให้ใช้จ่ายได้น้อยลงและหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคง อีกทั้งไม่ค่อยจะมีนิสัยหยิบยืมเงินคนอื่นสักเท่าไหร่เลยล่ะครับ นิสัยทางการเงินในช่วงวิกฤติแบบนี้แหละที่เรียกได้ว่าอยู่ในอุดมคติ และทำให้เพื่อนๆสามารถอยู่รอดไปได้ตลอดรอดฝั่ง ขอปรบมือให้กับเหล่าผู้รู้ลึก รู้จริง กันอีกรอบนะครับ

แล้วการวางแผนการเงินในช่วงวิกฤติจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร?

จากการสำรวจพฤติกรรมการปรับตัวทางการเงินของคนในแต่ละแบบ ก็น่าจะทำให้เพื่อนๆเห็นภาพได้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์วิกฤติขึ้นจริงจนเพื่อนๆอาจต้องขาดรายได้หรือเศรษฐกิจตกต่ำ เราควรจะปรับตัวอย่างไร โดยพี่หมีอยากจะสรุปให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. ตัดรายจ่าย

ทั้งรายจ่ายด้านไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเป็น การช้อปปิ้งหรือทานอาหารนอกบ้าน การไปเที่ยว และการสมัครสมาชิกบริการต่างๆที่ไม่ค่อยได้ใช้ ให้เพื่อนๆตัดรายจ่ายให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็นต้องจ่ายเท่านั้น อย่างเช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง และค่าน้ำค่าไฟ เพื่อจะได้สามารถถือเงินไว้อยู่กับตัวให้ได้นานที่สุด

2. เพิ่มรายได้

ทั้งการหาลู่ทางทำงานพิเศษ หารายได้เสริม หรือหาทางทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำในเวลาว่าง และการทำงานล่วงเวลาในงานประจำ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในช่วงวิกฤติให้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง

3. เก็บเงินเผื่อฉุกเฉินแต่เนิ่นๆ

สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายๆคนมักจะมองข้ามไปในช่วงที่เรายังสุขสบายไม่ได้มีปัญหาทางการเงิน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ หากไม่มีเงินเก็บเผื่อฉุกเฉินไว้เลย ก็อาจทำให้เพื่อนๆต้องไปกู้ยืมเงินจนเกินความสามารถที่จะจ่ายไหว ซึ่งก็ไม่ดีกับสุขภาพทางการเงินของเพื่อนๆเช่นกัน ดังนั้น หากเป็นไปได้ ลองเก็บเล็กผสมน้อยเป็นเงินเก็บฉุกเฉินในแต่ละเดือนตั้งแต่ตอนนี้ แล้วตั้งเป้าว่าจะมีเงินเก็บฉุกเฉินเท่ากับรายจ่ายขั้นต่ำที่ 6 เดือน ถึงจะทำให้เพื่อนๆสามารถอยู่รอดได้ในช่วงที่มีปัญหาทางการเงินครับ

4. พยายามไม่กู้ยืม

และถ้าหากเพื่อนๆทำทั้ง 3 ข้อด้านบนครบถ้วนแล้ว ก็จะเป็นการลดโอกาสที่เพื่อนๆจำเป็นจะต้องไปกู้ยืมเงินเพื่อมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆในช่วงวิกฤติได้ เพราะการกู้ยืมเงินก็มีความเสี่ยงที่ถ้าหากเพื่อนๆไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงกำหนดเวลา ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมก็อาจจะตามมาหลอกหลอนเพื่อนๆ จนต้องจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆและยากที่จะปิดหนี้ได้

แต่ถ้าหากเพื่อนๆจำเป็นจะต้องกู้ยืมเงินในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ ก็สามารถทำได้ แต่ขอให้เพื่อนๆลองวางแผนให้ดีๆและเปรียบเทียบเลือกสินเชื่อในระบบที่ไว้วางใจได้ และมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการผ่อนชำระที่ตรงกับสภาพทางการเงินของเพื่อนๆมากที่สุด รวมถึงถ้าหากกู้ยืมเงินมาแล้ว ก็อย่าลืมชำระหนี้ให้ตรงเวลาทุกครั้ง จะได้ไม่ต้องมาคอยจ่ายค่าดอกเบี้ยผิดนัดชําระหนี้ที่แพงมากๆนั่นเองครับ

เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี คนที่อยู่รอดก็คือคนที่ปรับตัวเป็น ไม่ว่าเพื่อนๆ จะมีบุคลิกทางการเงินแบบไหน ถ้าหากเริ่มเห็นว่าจะมีปัญหาทางการเงินภายในอนาคต ก็ให้ลองสำรวจตัวเองแต่เนิ่นๆ แล้วรีบเริ่มต้นการวางแผนการเงินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของเรา เพื่อนๆก็จะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่กำลังจะมาถึงได้แน่ๆ ครับ งั้นมาเริ่มวางแผนการเงินกันตั้งแต่วันนี้ แล้วอ่านบทความดีๆเกี่ยวกับเรื่องการออมและการลงทุนจากพี่หมีโกแบร์ได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะครับ หรือถ้าอยากเริ่มต้นการออมก็สามารถมองหาและเปรียบเทียบประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ที่น่าสนใจรวมถึงอ่านข้อมูลเกี่ยวกับการทำประกันชีวิตได้ที่เว็บไซต์ของพี่หมีเช่นกันครับ

More guides on Finder

Ask an Expert

You are about to post a question on finder.com:

  • Do not enter personal information (eg. surname, phone number, bank details) as your question will be made public
  • finder.com is a financial comparison and information service, not a bank or product provider
  • We cannot provide you with personal advice or recommendations
  • Your answer might already be waiting – check previous questions below to see if yours has already been asked

Finder.com provides guides and information on a range of products and services. Because our content is not financial advice, we suggest talking with a professional before you make any decision.

By submitting your comment or question, you agree to our Privacy Policy and Terms.

Questions and responses on finder.com are not provided, paid for or otherwise endorsed by any bank or brand. These banks and brands are not responsible for ensuring that comments are answered or accurate.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Go to site