Finder is committed to editorial independence. While we receive compensation when you click links to partners, they do not influence our content.

การลงทุนกับคนไทย : มีเงินลงทุนน้อยเพราะรายได้ต่ำ

การลงทุนกับคนไทย

ในวันนี้ พี่หมีเกิดข้อสงสัยใหม่ที่อยากจะให้เพื่อนๆ ลองถามตัวเองดูแหละ ว่าถ้าหากมองกันโดยบรรทัดฐานของสังคม คนส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงเป้าหมายไปสู่อิสระและความมั่นคงทางการเงินกันใช่ไหมล่ะครับ แต่พอมาดูในทางปฏิบัติ ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยลงทุนและไม่ค่อยเก็บเงิน ทั้งที่ก็รู้ว่าสองวิธีหลักนี้จะนำพาเพื่อน ๆ ไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้? และตัวเพื่อน ๆ เองลงทุนและเก็บเงินกันไปถึงไหนแล้ว?

การออมและการลงทุนที่แปรผันตามอัตรารายได้

ความจริงตรงนี้ พี่หมีไม่ได้พูดออกมาลอย ๆ นะครับ เพราะทางโกแบร์เราได้ทำการสำรวจข้อมูลประจำปี เพื่อทำความเข้าใจสุขภาพทางการเงินจากคนไทย โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากกว่า 1,000 คน จัดทำออกมาเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพทางการเงิน หรือ GoBear Financial Health Index (FHI)

โดยเราถามผู้ทำแบบสำรวจว่า พวกเขาเหล่านั้นมีวิธีเก็บเงินอย่างไรบ้างในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อดูว่าคนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างไร แล้วนำข้อมูลที่ได้มาจำแนกตามระดับรายได้ต่อเดือน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ:

  • กลุ่มระดับรายได้น้อย: มีรายได้ 25,000 – 49,999 บาทต่อเดือน
  • กลุ่มระดับรายได้ปานกลาง: มีรายได้ 50,000 – 149,999 บาทต่อเดือน
  • กลุ่มระดับรายได้สูง: มีรายได้ 150,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป

ผลปรากฏว่า เราพบความแตกต่างของพฤติกรรมการลงทุนและการเก็บเงินระหว่างคนที่มีรายได้น้อยกับคนที่มีรายได้สูงเป็นอย่างมากเลยล่ะครับ โดยกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย อันหมายถึงกลุ่มเด็กจบใหม่และพนักงานระดับล่างถึงระดับกลาง มีเพียงแค่ 26% จะนำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่มีรายได้สูง จะนำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากกว่า เป็นสัดส่วนถึง 62%

นอกจากนี้ ถ้าลองมาดูถึงพฤติกรรมการเก็บเงิน เราได้ถามคำถามแก่ผู้ตอบแบบสำรวจไปว่า หากต้องสูญเสียรายได้หลักไป จะสามารถจ่ายค่ากินอยู่ต่าง ๆ ในแต่ละเดือนโดยไม่ไปยืมเงินคนอื่นได้นานเท่าไหร่ โดยในกลุ่มคนรายได้น้อย มีเพียง 35% เท่านั้นที่ตอบว่าสามารถอยู่รอดได้เกิน 6 เดือน ในขณะที่กลุ่มคนรายได้สูงสามารถอยู่รอดได้เกิน 6 เดือนมากถึง 61%

และถ้าเพื่อน ๆ ถามคำถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้เช่นกัน คำตอบจะเป็นแบบไหนครับ?

จากดัชนีชี้วัดสุขภาพทางการเงินของโกแบร์นี้ ทำให้พี่หมีพอจะเห็นภาพว่า ถ้ามีรายได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความรู้ความเข้าใจและมีพฤติกรรมการลงทุนและเก็บเงินที่น้อยลงเท่านั้น

ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้มันก็มีที่มาที่ไปที่พี่หมีอยากให้ทำความเข้าใจมากขึ้น ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยลงทุนกัน มีอะไรบ้าง

เพราะรายได้น้อย ต้นทุนชีวิตจึง แพง กว่า

ในความเป็นจริงวิถีชีวิตของผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความยากลำบากที่จะเริ่มต้นลงทุนหรือเก็บเงินอยู่ จากบทความทั้งของ The Matter “เป็นคนจนมันเจ็บปวด : ทำไมการเป็นคนจน จึง แพง กว่าการเป็นคนรวย” ของ The Economist “It’s expensive to be poor” และ ของ The Washington Post “The High Cost of Poverty: Why the Poor Pay More” ไม่นับรวมของอีกหลายสื่อที่ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “การเป็นผู้มีรายได้น้อยย่อมนำมาซึ่งต้นทุนการใช้ชีวิตที่แพงกว่าคนรวยหรือผู้มีรายได้สูง”

หลายคนอาจจะบอกว่าอ้าว แต่ถ้าเรารู้ว่าเรามีรายได้น้อย คนส่วนใหญ่ก็มักจะพยายามประหยัดและใช้ของที่ถูกกว่าไม่ใช่หรอ?

เรามักจะมองข้ามต้นทุนที่สำคัญที่สุดไปนั่นก็คือต้นทุนเรื่องของ “เวลา” ที่คนแต่ละระดับรายได้มีไม่เท่ากัน

อย่างในบทความของ The Washington Post ก็จะยกตัวอย่างว่าถ้าหากคุณเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย แล้วไม่สามารถซื้อของเข้าบ้านได้จากซุปเปอร์มาร์เก็ตเพราะไม่มีรถ เดินทางไปไม่สะดวก อีกทั้งยังไม่มีเวลาสำหรับขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางไปที่ซุปเปอร์มาเก็ตนาน ๆ คุณก็จำเป็นจะต้องซื้อของชำจากร้านสะดวกซื้อแถวบ้านแทนซึ่งก็มีราคาที่แพงกว่าโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือแม้แต่ถ้าหากสามารถไปซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ก็ไม่สามารถซื้อของได้ทีละมาก ๆ เพื่อที่จะได้ส่วนลดราคาได้

หรือแม้แต่ด้านคุณภาพชีวิตที่คนมีรายได้น้อยต้องจ่ายต้นทุนมากกว่า ทั้งการต้องเสียเวลาเดินทางไปบนท้องถนนนานนับชั่วโมงเพื่อไปทำงาน หรือการที่ต้องทำงานตามคำสั่งโดยที่ไม่สามารถบริหารจัดการเวลาได้มากนัก ทำให้ผู้มีรายได้น้อยหรือเด็กที่เพิ่งจบใหม่ยังมองอนาคตแค่ในระยะเฉพาะหน้าแบบเดือนชนเดือนก่อนเท่านั้น ไหนจะต้องนำเงินเอามาจ่ายค่าเช่าห้อง ไหนจะต้องเก็บเงินบางส่วนส่งให้คนที่บ้าน ทำให้เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้มีรายได้น้อยเลยไม่มีเวลาที่จะสนใจศึกษาเรื่องการเงินและการลงทุนมากนัก

ซ้ำร้าย ผู้มีรายได้น้อยที่เป็นคนรุ่นมิลเลนเนียลก็มีพฤติกรรมขนขวายหาความสุขในปัจจุบันมากกว่าการจะมองไกลไปในอนาคต จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้นให้ไม่สามารถมองไกลได้มากนัก ทำให้การเก็บเงินยิ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนรุ่นใหม่เอามากๆ

เพราะมีรายได้น้อย จึงรับความเสี่ยงจากลงทุนได้น้อยกว่า

จากข้อสังเกตข้างต้น เมื่อผู้มีรายได้น้อยต้องจ่ายต้นทุนการใช้ชีวิตที่แพงกว่า ทั้งต้นทุนทางการเงินและต้นทุนเวลา ทำให้สัดส่วนเงินที่ควรจะนำมาลงทุนก็น้อย เกิดเป็นการมองความเสี่ยงในชีวิตที่สูงกว่าคนมีรายได้สูง จนรู้สึกไม่กล้าลงทุนแม้ว่าจะรู้ว่าลงทุนแล้วดีก็ตาม

พฤติกรรมแบบนี้เราเรียกว่า “การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง” หรือ Risk Aversion ที่เว็บไซต์ Investopedia ได้อธิบายว่า สิ่งนี้เข้ามาขัดขวางไม่ให้คนมีรายได้น้อยลงทุน ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมผิดปกติแต่อย่างใดครับ เพราะพฤติกรรมนี้ เกิดขึ้นจากในช่วงเริ่มต้นที่หลายๆคนยังมีรายได้น้อยอยู่ ก็มักจะระแวดระวังไม่เผลอไผลตัวลงไปลงทุนในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเสี่ยง เพราะกลัวจะสูญเสียเงินที่ตัวเองมีอยู่น้อยนิดจนไม่มีอะไรเหลือ ทำให้ความพยายามจะอยู่ในโซนปลอดภัยตลอดเวลาก็ยิ่งทำให้เงินไม่งอกเงย มีเพียงรายได้จากการทำงานที่เข้ามาเท่านั้น ทำให้ผู้มีรายได้น้อยสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ยากเอามากๆจากพฤติกรรมที่ยากจะแก้นี้

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าเพื่อน ๆ มีเงินเก็บ 1 แสนบาทและต้องการนำไปลงทุนจำนวน 10,000 บาท นั่นก็จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 10% ของเงินทุนทั้งหมดที่เพื่อน ๆ มี และถ้าลงทุนพลาดก็มีโอกาสแก้ตัวได้อีกแค่ 9 ครั้งเท่านั้น

แต่ถ้าหากเพื่อนๆ มีรายได้สูงแต่แรก หรือสามารถพัฒนาตัวเองจนมีรายได้สูงได้ แล้วมีเงินเก็บอยู่แล้วถึง 1 ล้านบาท การจะนำเงินไปลงทุนเพียง 10,000 บาทก็เท่ากับเป็นการแบ่งเงินเพียงแค่ 1% ของเงินทุนทั้งหมดไปใช้ และถ้าหากลงทุนพลาด ก็มีโอกาสแก้ตัวในเงินจำนวนเดียวกันได้สูงถึง 99 ครั้ง เรียกได้ว่าขนหน้าแข้งไม่ร่วงเลยล่ะครับ

แต่การที่พี่หมีมาอธิบายพฤติกรรมการมองความเสี่ยงที่มากกว่า รวมถึงต้นทุนชีวิตที่แพงกว่าของคนมีรายได้น้อยนี้ ก็เพื่อให้เพื่อนๆที่มีรายได้น้อยเข้าใจถึงพฤติกรรมและสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่าเพราะเหตุใดเราถึงยังลงทุนไม่ได้สักที แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถยกมาเป็นข้ออ้างไม่ให้ลงทุนได้นะครับ

สิ่งที่พี่หมีต้องการจะบอกนั่นก็คือ ยิ่งเรารายได้น้อย ก็ทำให้เราออกจาก “กับดักความไม่มั่นคงทางการเงิน” ได้ยากยิ่งกว่า

กับดักความไม่มั่นคงทางการเงินนี้ ก็หมายถึงการไม่ยอมลงทุนเนื่องจากกลัวความเสี่ยง และอ้างว่าไม่มีเวลาศึกษาและลงทุนเนื่องจากง่วนกับการทำงานและการเดินทาง จนเมื่อไม่ได้ลงทุนซะที ความมั่นคงทางการเงินของเราก็ยังย่ำอยู่กับที่ จนบางคนถ้าหากตกงานก็มีเงินอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน ทำให้เราก็ยิ่งไม่ยอมลงทุนเพราะกลัวความเสี่ยง วนเป็นลูปไปแบบนี้

งบลงทุนน้อย แต่ดีกว่าไม่เริ่มเลย

ดังนั้น แม้ว่าเราจะมีรายได้น้อย ก็อย่าได้ยอมจำนนให้กับสภาพที่เราเป็นอยู่ เพราะถ้าหากเราไม่ทำอะไรเลย มันก็จะติดลูปอยู่อย่างนั้นวนไปนั่นเอง

พี่หมีจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆ เริ่มต้นลงทุนกันตั้งแต่วันนี้ โดยอาจจะเริ่มลงทุนจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน อย่างเช่น กองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล หรือแม้แต่การเริ่มเปิดบัญชีธนาคารฝากประจําดอกเบี้ยสูงก่อนก็ได้ รวมไปถึงเริ่มซื้อประกันในรูปแบบต่างๆ เช่น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ฯลฯ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงินในชีวิต (อ่านเพิ่มเติม ทำไมต้องทำประกันชีวิต) แล้วค่อย ๆ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนให้มีความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเงินทุนพร้อม ถึงค่อยหันมาลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นแต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและเร็วมากกว่า อย่างเช่นการลงทุนในตลาดหุ้นได้เช่นกันครับ

ดังนั้น ไม่ว่าเพื่อนๆจะมีระดับรายได้ที่เท่าไหร่ ก็อย่าได้กลัวการลงทุนไปเลยครับ เพราะการลงทุนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เพื่อนๆสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองในโลกที่ไม่มั่นคงแห่งนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น ค่อย ๆ ลองวางแผนและทำมันไป ไม่ต้องใจร้อน สักวันพี่หมีเชื่อว่าเพื่อน ๆ จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตัวเองต้องการได้แน่นอนครับ และถ้าหากเพื่อน ๆ อยากอ่านบทความดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเงินและการลงทุนเพิ่มเติม ก็สามารถเข้ามาอ่านที่เว็บไซต์พี่โกแบร์ได้ทุกเมื่อเลยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก

More guides on Finder

Ask an Expert

You are about to post a question on finder.com:

  • Do not enter personal information (eg. surname, phone number, bank details) as your question will be made public
  • finder.com is a financial comparison and information service, not a bank or product provider
  • We cannot provide you with personal advice or recommendations
  • Your answer might already be waiting – check previous questions below to see if yours has already been asked

Finder.com provides guides and information on a range of products and services. Because our content is not financial advice, we suggest talking with a professional before you make any decision.

By submitting your comment or question, you agree to our Privacy Policy and Terms.

Questions and responses on finder.com are not provided, paid for or otherwise endorsed by any bank or brand. These banks and brands are not responsible for ensuring that comments are answered or accurate.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Go to site