Finder is committed to editorial independence. While we receive compensation when you click links to partners, they do not influence our content.

เงินสำรองฉุกเฉินกับบทบาทสำคัญในช่วงโควิด-19

คนไทยต้องการพึ่งรัฐในช่วงโควิด-19 มากกว่าเดิม

ตั้งแต่โควิด-19 ระบาดจนถึงตอนนี้ พี่หมีเชื่อว่าแทบทุกคนต้องได้รับผลกระทบการเงิน และก็มีวิธีจัดการที่หลากหลาย แต่ล่าสุดพี่หมีมีข้อมูลจากดัชนีชี้วัดสุขภาพทางการเงินของโกแบร์ ว่าด้วยเรื่องวิธีรับมือเมื่อต้องเผชิญปัญหาเงินขาดมือ ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ซึ่งในคำตอบก็มีประเด็นที่น่าสนใจ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง มาดูกันครับ

คนไทยพึ่งพารัฐในช่วงโควิด-19

คนไทยพึ่งพารัฐในช่วงโควิด-19 และ ถอนเงินสำรองฉุกเฉินมาใช้มากกว่าเดิม

จากผลสำรวจของโกแบร์ พบว่าในช่วงโควิด-19 คนไทยพึ่งพารัฐเยอะขึ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นอกจากนี้ผู้คนเลือกใช้วิธีถอนเงินจากบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินมาใช้มากกว่าเดิมอีกด้วย ถามว่าตัวเลขนี้บอกอะไรเรา เดี๋ยวพี่หมีจะอธิบายให้เข้าใจครับ

ภาวะช็อคคือสาเหตุ

หลังจากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลและสถิติเพิ่มเติม พี่หมีได้ข้อสรุปที่พอจะอธิบายถึงสาเหตุของการพึ่งพารัฐและการถอนเงินสำรองฉุกเฉินที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งก็คือ ภาวะช็อค โดยจะขอแบ่งออกเป็น 3 อย่าง ดังนี้ครับ

ภาวะช็อคจากโรคระบาด

คนส่วนใหญ่มักตื่นตระหนกเมื่อเกิดโรคระบาด และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่จะมองหาคือ ความช่วยเหลือจากภาครัฐ ประกอบกับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการล็อคดาวน์ของรัฐบาล ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการออกไปไหนมาไหนก็จะลำบากขึ้น จึงอาจทำให้ผู้คนรีบเบิกเงินสดออกมาให้ได้มากที่สุดก่อน เพราะไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นนั่นเองครับ

ภาวะช็อคจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

โรคระบาดไม่ได้ทำให้คนป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เศรษฐกิจป่วยตาม ทำให้คนเริ่มรู้สึกไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงิน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการถอนเงินออกมา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการถอนเงินสดจากบัญชีสำรองฉุกเฉิน การขายหน่วยลงทุน หุ้น หรือสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับข้อก่อนหน้าคือ ไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น จึงอยากเก็บทรัพย์สินไว้กับตัวให้ได้มากสุดเท่าที่จะทำได้ครับ

ภาวะช็อคจากการขาดรายได้กระทันหัน

ข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายๆ คน หันมาใช้เงินออมสำรองฉุกเฉินกันมากขึ้น เพราะตั้งแต่โควิด-19 ระบาด ก็มีมนุษย์เงินเดือนจำนวนมากที่โดนลดเงินเดือน ถูกพักงาน หรือหนักสุดก็ถูกเลิกจ้าง หรือเจ้าของธุรกิจที่รายได้ลดลง หรือจำเป็นต้องปิดกิจการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย ทำให้เกิดภาวะ Income Shock หรือการขาดรายได้กระทันหัน คนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินก็ต้องนำออกมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้สิน พร้อมกับลดรายจ่ายและพึ่งพารัฐมากขึ้น เช่น เข้ารับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากธนาคาร หรือขอรับเงินเยียวยาจากรัฐในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง 

ปัจจุบันอัตราการถูกเลิกจ้างและว่างงานก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง จากข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมทั้งสิ้น 435,010 คน และมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานด้วยสาเหตุเลิกจ้างในระบบประกันสังคม 220,324 คน [2]

ความช่วยเหลือรัฐอาจไม่พอ เงินสำรองฉุกเฉินจึงสำคัญ

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาตรการเยียวยา แต่อาจไม่ครอบคลุมกับความต้องการของคนทุกภาคส่วน และไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที การมีเงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เพื่อนๆ รอดจากวิกฤติได้ ซึ่งจากข้อมูลด้านบน พี่หมีคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะได้เล็งเห็นความสำคัญของเงินสำรองฉุกเฉินกันมากขึ้นนะครับ โดยเฉพาะคนที่เกิดภาวะ Income Shock และไม่มีเงินเก็บเลย ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การออมเงินก็ไม่ใช่เรื่องที่สายเกินไป เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่าวิกฤติระลอกใหม่จะไม่เกิด ดังนั้น ไม่ว่าเพื่อนๆ จะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบอยู่หรือไม่ แต่ถ้าไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเลย ก็ควรเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงให้กับตัวเอง ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบากันครับ

ขั้นตอนเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน

  1. คำนวณเงินที่ควรมี: จุดประสงค์ของเงินสำรองฉุกเฉิน คือ การมีเงินก้อนที่สามารถนำออกมาใช้ได้ในทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งการมาของโควิด-19 ที่เป็นวิกฤตร้ายแรงและอยู่นาน ดังนั้น ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 4 – 8 เท่าของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น เงินเดือน 30,000 ก็ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 120,000 บาท หรือ 4 เท่าของเงินเดือนครับ
  2. ตั้งปณิธานว่าจะไม่ยุ่งกับมัน: หลายคนที่เก็บเงินสำรองฉุกเฉินไม่สำเร็จเพราะไปยุ่งกับมันโดยไม่จำเป็นนี่แหละครับ กฏเหล็กของการเก็บเงินก้อนนี้คือ อย่านำมาใช้เด็ดขาดถ้าไม่ใช่เหตุการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจจริงๆ เช่น ตกงาน ขาดรายได้กระทันหัน หรือเจ็บป่วยกระทันหัน พวกนี้ถือว่าโอเคครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องประเภทให้คนอื่นยืมเงิน เดือนนี้กินเยอะไปหน่อยเลยเงินขาดมือ แบบนี้ไม่นับนะครับ
  3. เลือกสัดส่วนเก็บเงินที่เหมาะสมกับตัวเอง: การจะสร้างบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีความสม่ำเสมอครับ ในที่นี้พี่หมีแนะนำให้หักเงินจากรายได้ก่อนออม สำหรับคนที่มีหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายเยอะ ก็เริ่มเก็บสัก 3% – 5% ของรายได้ก่อนก็ได้ ไม่ว่ามีหนี้เท่าไหร่ ก็อย่าลืมเก็บเงินไว้ให้ตัวเองนะครับ กรณีคือขอให้ได้เก็บ จำนวนเดี๋ยวว่ากัน ส่วนคนที่ไม่มีภาระมาก ก็ควรจะเก็บออมสัก 10% – 20% ของรายได้ครับ ถ้าอยากเห็นเงินโตเร็วๆ ก็เก็บเยอะหน่อย แต่อย่าหักออมจนต้องทำให้ตัวเองขัดสนหรืออดมื้อกินมื้อนะครับ เพราะสุดท้ายก็จะทนไม่ไหวแล้วพาลไม่เก็บไปเลย หรือสำหรับคนที่ไม่สันทัดการหักเงินเดือนก่อนใช้จ่าย ก็ลองเทคนิคอื่นๆ เช่น เก็บเงินรายวัน เก็บแบงค์ห้าสิบ หยอดกระปุกจากเงินเหลือในแต่ละวัน แบบนี้ก็เป็นการสร้างวินัยการออมที่ดีเช่นกันครับ
  4. หาที่เก็บเงิน: หลักการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินคือ ต้องอยู่ในที่ๆ มีสภาพคล่องสูง นำออกมาใช้ได้ง่าย และมีดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน ซึ่งการเปิดบัญชีฝากประจำก็เป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟคครับ พี่หมีแนะนำให้ลองเปรียบเทียบดอกเบี้ยจากในเว็บไซต์โกแบร์ แล้วเปิดบัญชีเพื่อเริ่มออมได้เลย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พี่หมีก็ขอแนะนำให้เพื่อนๆ รีบเริ่มต้นการวางแผนการเงินเพื่อเริ่มต้นเก็บเงินสำรองฉุกเฉินจะได้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ซึ่งเว็บไซต์ของพี่หมีโกแบร์ก็มีทั้งความรู้และช่องทางให้เพื่อนๆ ตรวจสุขภาพทางการเงินรวมไปถึงแนะนำช่องทางการออมที่คุ้มค่าอย่างประกันสะสมทรัพย์ที่นอกจากจะช่วยให้เพื่อนๆ มีวินัยทางการออมอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ว่าแล้วก็ไปเปรียบเทียบแบบประกันที่คุ้มค่าสำหรับเพื่อนๆ กันได้เลยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก

More guides on Finder

Ask an Expert

You are about to post a question on finder.com:

  • Do not enter personal information (eg. surname, phone number, bank details) as your question will be made public
  • finder.com is a financial comparison and information service, not a bank or product provider
  • We cannot provide you with personal advice or recommendations
  • Your answer might already be waiting – check previous questions below to see if yours has already been asked

Finder.com provides guides and information on a range of products and services. Because our content is not financial advice, we suggest talking with a professional before you make any decision.

By submitting your comment or question, you agree to our Privacy Policy and Terms.

Questions and responses on finder.com are not provided, paid for or otherwise endorsed by any bank or brand. These banks and brands are not responsible for ensuring that comments are answered or accurate.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Go to site